News & Article Details

การจัดการขยะด้วยแนวคิด Zero Waste สู่ธุรกิจยั่งยืน

จากข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศ โดยกรมควบคุมมลพิษ รายงานถึงปริมาณขยะในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีขยะเกิดขึ้นในไทยประมาณ 25.70 ล้านตัน หรือ 70,411 ตัน/วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มี 24.98 ล้านตัน หรือ 68,438 ตัน/วัน คิดเป็นร้อยละ 2.88 และนั่นได้รวมถึงปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศไทยในปี 2566 ด้วย โดยเพิ่มขึ้นมาเป็น 26.95 ล้านตันด้วยเช่นกัน ขยะที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่น ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน


 

ธุรกิจต่างๆ มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดขยะ โดยเฉพาะขยะจากการผลิต ขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ และขยะอาหาร การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพของธุรกิจอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธุรกิจได้ เช่น ผู้บริโภคอาจมองว่าธุรกิจไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม

Zero Waste คือ เป้าหมายในการลดปริมาณขยะให้เหลือศูนย์ หลักการของ Zero Waste เน้นการลด และการนำกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล การนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดย

  • ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ยกระดับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธุรกิจ

องค์กรธุรกิจสามารถเริ่มต้นการนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในธุรกิจได้ ดังนี้

1.สำรวจและประเมินปริมาณขยะที่เกิดขึ้น

ขั้นตอนแรกคือ การประเมินปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ เพื่อทราบประเภทและปริมาณของขยะที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายและแผนการจัดการขยะที่เหมาะสม

2.กำหนดเป้าหมายและแผนการจัดการขย

เป้าหมายของการจัดการขยะควรสอดคล้องกับหลักการของ Zero Waste โดยมุ่งเน้นการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล แผนการจัดการขยะควรครอบคลุมกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และขยะอาหาร

3.ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์

องค์กรธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น เช่น การใช้วัตถุดิบที่สามารถย่อยสลายได้ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

4.รณรงค์ให้พนักงานและลูกค้ามีส่วนร่วม

ควรรณรงค์ให้พนักงานและลูกค้ามีส่วนร่วมในการลดขยะ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน การจัดโครงการลดขยะ 

การนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในธุรกิจ จะช่วยให้องค์กรธุรกิจได้รับประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้

  • ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปริมาณขยะ ลดมลพิษทางอากาศ น้ำ ดิน และลดก๊าซเรือนกระจก
  • ด้านเศรษฐกิจ ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
  • ด้านสังคม ยกระดับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน

ในประเทศไทย มีหลายองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ เช่น โครงการ ZERO Waste to Landfill ของซีพีแรม พบว่าบริษัทฯ ดำเนินโครงการลดของเสียในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการลดปริมาณของเสียในแหล่งกำเนิด (Reduce) โดยดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ใช้วัตถุดิบได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เช่น ลดปริมาณการสูญเสียจากการตัดแต่งวัตถุดิบ ลดการสูญเสียด้วยเครื่องตัดแต่งด้วยพลังงานอัตราโซนิค (Ultrasonic) และการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากสินค้าหล่นพื้น เป็นต้น

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ Zero Waste to Landfill ของซีพีแรม สรุปได้ดังนี้

  • กำจัดขยะด้วยกระบวนการฝังกลบเป็นศูนย์
  • สร้างรายได้จากขยะและวัสดุเหลือใช้เฉลี่ย 76.37 ล้านบาทต่อปี
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินโครงการ Zero Waste to Landfill ของซีพีแรม ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้ว ยังมีโครงการที่ดี ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยังยืน” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2564 ภายใต้ความร่วมมือของ TIPMSE ร่วมมือกับหน่วยงานกว่า 100 องค์กร ประกอบไปภาครัฐและเอกชน ที่เป็นผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้ทำธุรกิจรีไซเคิล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันวิจัย เพื่อนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) มาใช้ในการจัดบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคภายในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือกันของผู้ประกอบการภายใต้โครงการนี้ต่างต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย Zero Waste ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ “ฝาขวดรักษ์โลก” ของโออิชิ กรีนที” ถึงแม้ขวด PET และฝาขวดของโออิชิ สามารถรีไซเคิลได้ 100% แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ครบทั้งหมด เนื่องจาก “ขวด” และ “ฝาขวด” แยกออกจากกัน ฝาขวดถูกทิ้งกระจัดกระจาย ทำให้ยากต่อการเก็บไปรีไซเคิลได้ทั้งหมด จากปัญหาดังกล่าว นำมาสู่การออกแบบฝาขวดรักษ์โลก ฝาจะติดกับปากขวด ง่ายต่อการเก็บรีไซเคิล (Easy to recycle) เพราะเมื่อเปิดขวด ฝากับขวดยังอยู่ด้วยกัน ง่ายต่อการเก็บรวบรวมขวดหลังดื่มเสร็จ ลดปริมาณขยะฝาขวดที่มักถูกทิ้งกระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ อีกทั้งฝาสามารถเปิด-ปิดซ้ำได้ดี ไม่ขาดง่าย ไม่ต้องแยกถือ ป้องกันการหล่นหาย สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากนั้นโออิชิยังเตรียมเปลี่ยนฉลากบรรจุภัณฑ์เป็น “ฉลากปรุ” กล่าวคือ ฉลากที่มีรอยปรุ เพื่อให้สามารถฉีกฉลากออกจากขวดได้ง่ายขึ้น ทำให้ขวดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น 

ด้วยตัวอย่างโครงการหรือนวัตกรรมที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งที่องค์กรธุรกิจสามารถศึกษาแนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืนจากองค์กรธุรกิจเหล่านี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนได้อย่างเหมาะสม

แหล่งอ้างอิง

https://www.cpall.co.th/sustain/environmental-dimension/sustainable-waste-management

https://www.thaibev.com/news/detail/d20f93580fbba9bad67b052886cd21d2